kan 的个人资料Space ของ kan照片日志留言簿更多 ![]() | 帮助 |
Space ของ kan |
||||||||||||||||||||||||||
|
没有可用类别。
|
8月10日 น่า....เข้าวัดบ้าง
น่า.....เข้าวัดบ้าง... วันอังคารที่ 24 กรกฏาคม 2550 ได้มีโอกาสไปฟังธรรมกับน้องๆ พี่ๆ ที่ทำงาน ณ วัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม เล่าให้ฟัง..... ออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงประมาณ 08.00 นาฬิกา ด้วยรถบัส 2 คัน วัดวัดญาณเวศกวันอยู่บริเวณเขตพุทธมลฑลใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก ถึงวัดเวลาประมาณ 10 โมงเช้า เมื่อไปถึงรถบัสไม่สามารถเข้าไปในบริเวณวัดได้ มองไปจึงรู้ว่าทางเข้าแคบต้องรถ 4 ล้อ 5 ล้อ จึงเข้าได้ เห็นบริเวณวัดใกล้ๆ เลยต้องเดินไประหว่างทางมีบ้านชาวบ้านที่ปลูกอยู่ดั่งเดิม ไม่เห็นร้านขายของที่ระลึก วัตถุมงคลหรือร้านขายของที่ตั้งเรียงรายเหมือนวัดทั่วไป สองข้างทางมีแต่ต้นไม้ร่มรื่น
เมื่อเข้าไปในบริเวณวัดบรรยากาศมีความสงบร่มเย็น สะอาด สบายตายิ่งนัก สิ่งที่มองเห็นมีต้นไม้ ที่ให้ร่มเงาน้อยใหญ่ถูกจัดระเบียบไว้เป็นอย่างดี เราถูกพาไปยังศาลาแสดงธรรมเป็นตึกที่รู้มาว่าชั้น 1 ถูกออกแบบให้มีลมพัดเย็นสบายได้โดยไม่ต้องใช้แอร์ ส่วนชั้น 2 และ ชั้น 3 เป็นห้องสมุด ที่ศาลานี้รายล้อมด้วยต้นไม้และด้านหนึ่งเป็นลำคลอง เรานั่งฟังธรรมบนที่รองนั่งสีแดงที่ทางวัดจัดไว้ให้
“พระครรชิตคุณวโร” เป็นนามของพระที่แสดงธรรมให้เราฟัง มาทราบประวัติภายหลังว่า ท่านจบคณะวิศวฯ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บวชมาประมาณ 10 ปีแล้ว ปัจจุบันอายุ 41 ปี ขณะที่ท่านแสดงธรรมมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีวาจาที่นุ่มนวล ก่อนที่ท่านจะแสดงธรรมท่านได้เกริ่นนำว่า วัดญาณเวศกวัน แปลว่า ป่าที่มีเรือนแห่งความรู้ หมายความว่า วัดที่มีป่าและเป็นที่เหมาะแก่ การเข้าไปแสวงหาความรู้เจริญธรรม เจริญปัญญา มีพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นเจ้าอาวาส บริเวณวัดมีเนื้อที่ประมาณ 26 ไร่ และมีสิ่งที่แตกต่างจากวัดอื่นคือที่นี่จะไม่มีตู้บริจาคท่านใดที่ประสงค์ จะทำบุญให้มาทำบุญได้ที่ศาลาแสดงธรรมประจำวันซึ่งจะมีการแสดงธรรมทุกวัน หรือให้แจ้งไปที่วัดว่า มีความประสงค์ทำกิจอะไร สิ่งของทุกอย่างที่ทำบุญจะเป็นของวัดโดยส่วนรวมเพื่อใช้สำหรับสนับสนุนกิจของสงฆ์
..ใช้เวลาแสดงธรรมประมาณชั่วโมงกว่าพวกเราคงเป็นประเภทบัวพ้นน้ำ ทุกคนซาบซึ้งในคำสั่งสอนที่ได้แสดง ซึ่งได้ชำระจิตใจของเราให้สะอาด สงบ และรู้ตระหนักว่า ทุกข์ที่เกิดขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ใจ ถ้าใจคิดแต่สิ่งดีๆใจก็มีความสุข ถ้าใจคิดสิ่งไม่ดีใจก็มีความทุกข์ วิธีที่จะทำให้เรารู้ทันจิตใจให้คิดแต่สิ่งดีๆนั้นคือการนั่งสมาธิ หลักง่ายๆ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในการทำงาน และการเรียนหนังสือ เมื่อจบการแสดงธรรมเราได้มอบปัจจัยให้ทางวัดเพื่อสนับสนุนกิจของสงฆ์ เผยแพร่พระพุทธศาสนาให้เจริญต่อไป ก่อนกลับเป็นธรรมเนียมเมื่อได้ทำบุญแล้วก็ต้องเผื่อบุญไปให้คนอื่น และก็ต้องหาวิธีกันลืมหลักธรรมคำสั่งสอนของท่านจึงแวะไปขอหนังสือธรรมะ และซีดีธรรมะที่ทางวัดผลิตแจก หนังสือธรรมะนี้จะได้นำไปให้ผู้ที่สนใจอ่าน และซีดีธรรมะสามรถกอบปี้แจกผู้ที่สนใจได้ ซีดีธรรมะที่ได้มามีเรื่องฟังทีไรได้สุขทุกที และเรื่องธรรมะกับการศึกษา แล้วก็ ..เราได้นำบุญมาเผื่อทุกคน.. บางแสน
ศิลปะ.......เพื่อชีวิต ชายทะเลบางแสน..สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งไม่ห่างไกลจากกรุงเทพมากนัก จากอดีตล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน หลายคนคงเคยมีความทรงจำ มีร่องร้อยเท้าย่ำบนพื้นทรายชาดหาดบางแสน มีทั้งความทรงจำของความรัก ของครอบครัว ความข่มขื่น ของเพื่อนซี้ เพื่อนเขม่น เพื่อนเรียน เพื่อนเที่ยว ทุกรสชาติของความทรงจำ เปรียบเสมือนเป็นร่องรอยประวัติศาสตร์ชีวิตบางส่วนของผู้คนมารวมอยู่ที่ชายหาด บางแสนแห่งนี้ ถ้าจะนำประวัติศาสตร์ชีวิตของแต่ละคนที่ชายหาดบางแสนมาเล่า นึกไม่ออกว่า ใช้เนื้อที่เท่าไร จึงจะพอเขียน
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว บางแสนเป็นชายหาดยอดฮิตของผู้คนทั่วสารทิศ ผู้ใดไม่เคยไปบางแสนเชย..แหลก ไม่ใช้เชยเฉยๆ โคตรเชยเลย และเมื่อเวลาค่อย..ค่อยผ่านไป มีฉากแล้วฉากเล่าเกิดขึ้นที่บางแสน ก็เป็นสัจธรรมที่ความเปลี่ยนแปลงได้ก้าวมาที่ละนิด ทีละนิด โดยไม่รู้ตัวมารู้ตัวอีกทีความเปลี่ยนแปลง ได้ปรากฏชัดเจนจนเราไม่สามารถนึกภาพเดิมออก จะนึกออกก็เป็นเพียงเหมือนภาพจิ๊กซอที่ต่อไม่เสร็จมี บางส่วนขาดหายไปหาเท่าไรก็หาไม่เจอไม่สามารถทำให้ภาพนั้นสมบูรณอย่างใจนึกได้….
ผู้เขียนบังเอิญได้มีโอกาสไปบางแสนเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่เดินเล่นบริเวณชายหาดผู้ร่วมก๋วนเดินทาง ได้เอ๋ยปรารภว่า เอ...ชายหาดบางแสน มีทรายสีนี้ตั้งแต่เมื่อไรสีนี้คือสีเทาค่อนข้างเทาดำ ทรายหยาบเหมือนทรายใช้ผสมปูนก่อสร้าง หรือเมื่อก่อนชายหาดบางแสนมีสีนี้แล้วเราไม่ได้สงเกตุ ผู้ขียนตอบไม่ได้เป็นใบ้..อยู่ซักพักหนึ่ง พยายาม นึกถึงอดีตของชายหาดบางแสนว่ามีทรายสีอะไร นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก โชคดีที่ผู้ร่วมก๋วนไม่ได้ต้องการคำตอบจริงจังเพราะเรารู้อยู่ว่าไม่มีหลักฐานจะ มาโต้เถียงยืนยันว่า เมื่อก่อนชายหาดบางแสน มีทรายสีอะไร เอ...หรือจะมีใครบางคนเก็บทรายชายหาด บางแสนไว้.......ถ้ามีจะหาเขาผู้มองการไกลคนนั้นได้อย่างไร........
ช่างเถอะ.. เราค้นหาสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงดีกว่า ว่าแล้วก็กวาดสายตาไปรอบๆ สูดอากาศหอบใหญ่ ยังมีสิ่งที่ไม่เปลี่ยน แปลงบ้าง บางแสนมีต้นมะพร้าวยังคงอยู่แม้นบางต้นหายไปแต่มีบางต้นคงอยู่ ทะเลก็ยังคงเป็นทะเลมีลมพัดเย็นสบายเหมือนๆ ที่ผ่านมา และก็ยังมีแม่ค้า พ่อค้าขายของเหมือนในอดีตที่ผ่านมาเพียง แต่ว่าของขายนั้นเปลี่ยนไป ตามยุคสมัย แล้วก็ไปสะดุดตาพ่อค้าเดินเร่ขาย กังหันลมขนาดเล็กทำจากไม้ปิ้งลูกชิ้นกับกระดาษสี คนหนึ่ง หน้าตาอย่างที่เห็นในรูป.....
เมื่อพูดคุยกันซักพักพอได้ที่ เขาก็เล่าเกี่ยวกับกังหันลมเด็กเล่นที่ถืออยู่บนมือเขาว่า ผมทำเอง ขายเอง ที่ทำเป็นเพราะเจ้าของเดิมเขาสอน ตอนนี้เขาตายไปแล้วเคยช่วยเขาทำจึงทำเป็น เรียกว่าเป็นมรดกตกทอดมา ใช้วัสดุง่ายๆ มีกระดาษสี ไม้ปิ้งลูกชิ้น ยาง กาว คงมีอย่างอื่นอีกนิดนิดหน่อยๆ พ่อค้าเล่าให้ฟังอย่างไม่หวงวิชา ว่าประดิษฐ์กังหันลมอย่างไร นึกในใจว่าไม่กลัวเป็นคู่แข่งหรือไง กังหันลมของเขาเขาโชว์ให้ดู ด้วยความภูมิอกภูมิใจว่า เมื่อโดนลมแล้วมันหมุนติ้ว สวยงามอย่างไร ขณะที่เขาสาธิตกังหันลมเขาก็เล่าว่า ผมเป็นคนหนองคายเคยทำนา ทำนามีแต่หนี้สินเลยมาที่ทำมาหากินอย่างอื่นมาอยู่บางแสนได้ 10 ปีแล้ว มีครอบครัวที่นี่ ภรรยาเป็นแม่ครัวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีลูก 2 คน ส่งให้เรียนหนังสืออยู่กับพระคนหนึ่ง เรียนอยู่ที่โรงเรียนคนหนึ่ง ผมอยากให้ลูกเรียนหนังสือจะได้ไม่ลำบากเหมือนผม ผมขายกังหันลมนี่ขายดี ขายอันละ 20 บาทถ้าหน้าเทศกาลบางทีผมขายได้วันละ 2,000 บาท เมื่อได้พูดคุยพอหอมปากหอมคอ ก็ได้อำลาจากกันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสแถมยังอวยพรให้เขาร่ำรวย จากอาชีพที่ทำอยู่....
เมื่อเดินจากเขามาอดคิดไม่ได้ว่าใครนะเป็นคนคิดทำกังหันลมขนาดเล็กนี้เป็นคนแรก
ช่างมีความคิดดีเสียเหลือเกิน เขารู้ไหมว่าการประดิษฐ์กังหันลมนี้ เป็นศิลปะอย่างหนึ่งและได้สืบถอดกันมา
ถึงแม้นว่าไม่มีประวัติเขียนจารึกไว้ว่าเริ่มต้นอย่างไรใครเป็นคนคิด และสืบทอดกันมาอย่างไร
เพราะมันถูกมองว่าเป็นศิลปะธรรมดา ธรรมดา อยู่ในท้องถิ่นที่ธรรมดา ธรรมดา
แต่ศิลปะประดิษฐ์กังหันลมธรรมดานี้เป็นศิลปะเพื่อชีวิต ใช้ค้ำจุนให้ชีวิต และครอบครัวเขา
ให้ดำรงอยู่ได้…และกังหันลมของเขาก็คงเปลี่ยนรูปแบบเรื่อยไป…เพื่อชีวิตต่อไป
8月6日 เมื่อถึงทางตัน |
|||||||||||||||||||||||||
|
|